การศึกษาและสายการเรียน...

 

  เราก็เป็นคนหนึ่งที่เรียนสายอาชีพนะคะ ต้องขอบอกตรง ๆ เลยว่าจริง ๆ แล้วเมื่อก่อนเราก็มีความคิดเหมือนกันผู้ใหญ่หรือเด็กบางคนที่มองสายอาชีพไม่ค่อยดีเท่าไร เรียกได้ว่าอคติเลยก็ว่าได้ และคิดแต่ที่จะเข้าสายสามัญ ไม่ขอเข้าสายอาชีพแน่นอน เราจบม.3 คิดที่จะไปสอบต่อที่โรงเรียนที่มีชื่อเดียงหนึ่ง ตอนนั้นเราก็ตั้งใจอ่านหนังสือและพยายามที่จะทำข้อสอบให้ได้ แต่ผลที่ออกมามันก็ไม่ได้้เป็นไรตามหวังของเรา เรายอมรับเลยว่าตอนนั้นคือ ไม่รู้จะทำอะไรแล้ว อยู่ ๆ น้ำตาด็ไหลออกมาเอง ตรงที่ประกาศผลสอบจะมีโรงเรียนอื่นมาตั้งเป็นซุ่มเมื่อแนะนำการเรียนต่อ แม่เรียกให้เราไปดูของโรงเรียน ๆ หนึ่งเป็นสายอาชีพที่มีสาขาที่เราชอบอยู่พอดี คือสายคอมกราฟิก ตอนแรกก็ยังทำใจไม่ค่อยได้ที่จะต้องย้ายไปเรียนสายอาชีพแต่อีกใจเราก็รู้สึกว่า "ฉันไม่เอาสายสามัญแล้ว!” เพราะรู้สึกเจ็บใจกับการสอบมาก เราก็คิดว่าเอาก็เอา ยังไงมันก็เป็นสิ่งที่เราก็ชอบอยู่แล้วด้วย เมื่อเราได้เข้ามาเรียนความรู้สึกของเราก็เปลี่ยนไป เราได้รู้ว่าคิดที่เราเคยคิดก่อนหน้านี้มันเป็นความคิดที่โง่จริง ๆ และในสังคมก็มักจะมองว่าเด็กสายอาชีพชอบเกเร ทำตัวแรด ๆ ไม่เก่งภาษา ไม่เก่งคณิต และอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เราขอบอกเลยนะคะจากที่เราและเพื่อน ๆ มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไปนะคะ เด็กสายอาชีพที่คนจะรู้สึกแบบนั้นเพราะว่า เด็กสายนี้จะรู้สึกว่าโตกว่าสายสามัญเพราะส่วนใหญ่เป็นเน้นการปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เราได้ลงปฏิบัติงานจริง ๆ ได้จับของจริง ๆ และได้ออกไปสู่โลกกว้างเร็วกว่าเด็กสายอาชีพ เราจึงมีความกล้ามากกว่า และที่บอกว่าเด็กสายอาชีพไม่เก่งภาษาเราบอกเลยว่าไม่ใช่ เรามีเพื่อนที่เก่งภาษามากอยู่ เขาได้หลายภาษา ทั้งเขียน อ่าน พูดเขาทำได้หมด แต่ที่เข้ามาเรียนทางสายนี้เพราะมันคือสิ่งที่เรารัก ที่สาขาเราจะมีข้อกำหนดเลยว่า ถ้าใครไม่เกรดไม่ถึง 2.5 จะต้องออกหรือย้ายสาขาในทันที เพราะเราต้องการคุณภาพมากกว่าจำนวนคน เพื่อนเราบอกว่า ถ้าต้องเรียนในสายที่เราไม่ชอบ เขาจะขอดรอปไปเรียนอีกเทอมดีกว่า เพราะเขาชอบและรักในสิ่งที่ทำอยู่ เราเรียนเพราะใจรัก... เรามักจะรู้ดูถูกจากสังคมต่าง ๆ นานา บางครั้งก็รู้สึกว่า "ทำไมอะ เราทำอะไรผิดหรอ? เราก็คนเหมือนกันนะ...” เราอยากบอกทุกคนว่า อย่าดูถูกเด็กสายอาชีพเลย....

ฟอร์เก็ตมีน็อต ตำนานรักไม่มีวันลืม
 
 
ดอกไม้ชนิดนี้มีตำนานเกี่ยวข้องกับความทรงจำเกี่ยวกับความรัก
…ครั้งหนึ่งเมื่อนานมาแล้วในฝรั่งเศส ในสมัยของอัศวินเสื้อเกราะและนางใน อัศวินผู้กล้าหาญ ได้เดินชมจันทร์กับสาวงามนางหนึ่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำ ยอดหญิงของอัศวินได้มองเห็นดอกไม้เล็กๆขึ้นอยู่ริมตลิ่ง เธอวิงวอนให้เขา ลงไปเก็บให้ แต่ขณะที่เขากำลังเอื้อมเก็บดอกไม้ก็พลันลื่นไถลลงไปในแม่น้ำ เสื้อเกราะที่หนักทำให้เขาไม่สามารถว่ายน้ำได้ แต่ก่อนที่เขาจะจมหายไปในกระแสธาร เขาโยนดอกไม้ให้หญิงคนรัก และร้องตะโกนว่า และร้องตะโกนว่า " Ne m'oubliez pas "..อย่าลืมฉัน
ดอกไม้ชนิดนี้จึงมีชื่อว่า
forget me not ดอกฟอร์เก็ตมีน็อทยังมีความหมายว่ารักแท้ จึงมักปรากฏอยู่เสมอบนการ์ดวาเลนไทน์ที่คู่รักหนุ่มสาวมอบให้แก่กัน
 

ปล.อยากรู้เรื่องอะไร ถ้าหามาได้ จะเอามาให้นะคะ ^^
ไอวี่ ตำนานแห่งรักชั่วนิรันดร์
 
 

ตั้งแต่ยุค กรีกและโรมันมาแล้ว ที่ใบไอวี่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นอมตะ เพราะใบไอวี่มีสีเขียวสดตลอดปี ไม่ว่าอากาศจะเป็นอย่างไร หรือไม่ว่าใบไม้อื่นจะเปลี่ยนไปเป็นสีไหน แต่ไอวี่ก็จะยังคงความเขียวสด และถูกผูกเข้ากับความรัก ความซื่อสัตย์ นอกจากนี้ การที่ไอวี่เป็นไม้เถาที่มักจะเลื้อยไปเกาะเกี่ยวสิ่งโน้นสิ่งนี้ก็ทำให้ ไอวี่ถูกมองว่า ไม่ว่าจะเลื้อยไปเกาะเกี่ยวกับสิ่งไหน ไอวี่ก็จะผูกพัน มันจึงเป็นสัญลักษณ์ที่สื่อออกมาได้ หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความซื่อสัตย์ภักดี ความผูกพันที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย ความเป็นอมตะ และเมื่อรวมๆทั้งหมดแล้ว ไอวี่คือ "รักนิรันดร์" นั่นเอง

ด้วยนัยนี้ ชาวโรมันโบราณจึงนิยมสลักหินจารึกหลุมศพเป็นรูปทรงแบบใบไอวี่ เพื่อบอกถึงรักนิรันดร์ที่มีต่อผู้วายชนม์ และในกาลต่อมา ชาวคริสเตียนก็นำความเชื่อนี้มาใช้ด้วย ทำให้หลุมศพของชาวคริสต์ในระยะแรกๆ หรือแม้แต่ปัจจุบันนี้ก็ตาม มักมีการสลักเป็นเถาไอวี่ หรือรูปทรงของใบไอวี่ เพื่อสื่อถึงรักที่ไม่จืดจางลง แม้คนรักจะด่วนล่วงหน้าไปอีกโลกหนึ่งก่อนก็ตามที แต่ไอวี่จะบอกเขาหรือเธอว่า คนที่เหลืออยู่ยังมีรักแท้ให้เสมอ

ศิลปิน ในยุคใหม่ได้ประยุกต์ความเชื่อเรื่องใบไอวี่นี้ และนำรูปลักษณ์ของไอวี่มาใช้ แต่เปลี่ยนสีเขียวสดให้ถูกระบายด้วยสีแดง จนในระยะหลังๆ เราถึงได้เห็นภาพหัวใจสีแดงแบบที่คุ้นตากันในทุกวันนี้ นั่นเพราะเกิดจากการนำสัญลักษณ์แห่งรักนิรันดร์ และสีแดง อันเป็นสีที่มักจะสื่อถึงความรัก เพราะเป็นสีของเลือดมารวมกัน และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ที่มีคนรู้จักกันมากที่สุดในโลก ที่เห็นเมื่อไหร่ก็พอจะแปลออกได้ว่า ฉันรักเธอ